Featured

    Featured Posts

    Social Icons

Loading...

ดุสิตบุรี บัญญัติสวรรค์ชั้นใหม่ ของวัดธรรมกาย..จริงหรือ?

“ ดุสิตบุรี ”

มีในพระไตรปิฎกหรือไม่ ?



หรือพวกวัดพระธรรมกาย


บัญญัติขึ้นมาล่อชวนคนทำบุญ


เพื่อให้อยากขึ้นสวรรค์ ?


คำว่า “ดุสิตบุรี” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ที่พวกคนไม่ชอบวัดพระธรรมกายในโลกโซเชียล
นำไปตีประเด็นล้อเลียน แถมเหน็บแนมว่า

คำนี้..ไม่มีในพระไตรปิฎก?


ซ้ำยังค่อนขอดว่า..

“ดุสิตบุรี
เป็นชื่อหมู่บ้านจัดสรร
ของชาวธรรมกาย”

หากอ่านมาถึงบรรทัดนี้
ก็อยากให้ลองเปิดใจกว้างๆ ดูว่า
เราเป็นคนหนึ่งคล้อยตามกับสิ่งที่
ฟังเขาเม้าท์  หรือเม้นท์มาแบบมั่วๆ รึเปล่า ?
และที่สำคัญในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ
เคยหยิบพระไตรปิฎกมาอ่าน
หรือเปิดดูบ้างไหมว่าคำว่า ..


"ดุสิตบุรี" มีจริงหรือไม่ ?


มาถึงจุดๆนี้..
ก็อยากให้ลองดูในบรรทัดถัดๆ ไป
ว่าเรากำลังปล่อยให้คนในโลกโซเชียล
หลอกเรา.!

หรือโดนวัดพระธรรมกายหลอกกันแน่
มาดูเฉลยข้างล่าง?


ที่จริงแล้ว คำว่า “ดุสิตบุรี”
หมายถึง ..

สวรรค์ชั้นที่ 4


หรือสวรรค์ชั้นดุสิต ?


 ซึ่งเป็นที่ประทับของเหล่าพระบรมโพธิสัตว์
ทั้งหลายรวมถึงเหล่าว่าที่พระอัครสาวกทั้งปวง

อีกทั้งคำว่า “ดุสิตบุรี”
ยังมีปรากฏอย่างชัดเจน.!
ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาอยู่หลายแห่ง
เช่น ในพระไตรปิฎก และอรรถกถาแปล
ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม 14 หน้า 42-43
ทีฆนิกาย มหาวรรค อรรถกถา
มหาโควินทสูตร
ที่มีปรากฏดังนี้..

“..แม้ในอัตภาพถัดจากอัตภาพ
เป็นพระเวสสันดรนั้น เสด็จดำรงอยู่ใน
ดุสิตบุรี ตลอดพระชนมายุ
ก็ชื่อว่าทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนมาก
พระองค์ทรงเห็นบุพนิมิต 5 อย่างใน
ดุสิตบุรี” นั้นแล้วทรงจุติจาก ดุสิตบุรี ..”

นอกจากนี้ ยังมีปรากฏในพระไตรปิฎก
และอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏฯ
เล่ม 32 หน้า 247 อังคุตตรนิกาย
เอกนิบาต อรรถกถาสูตรที่ 1 ดังนี้..

“.. สมัยนั้นพระโพธิสัตว์พระนามว่า
วิปัสสี จุติจาก “ดุสิตบุรี” บังเกิด
ในพระครรภ์ของพระอัครมเหสี ..”





จากตัวอย่างของคำว่า

 “ ดุสิตบุรี ”


ที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกที่ยกมาให้ดูนี้
ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งจากที่มีปรากฏ
อยู่หลายๆ แห่งเท่านั้น.!

ถ้าใครต้องการค้นหาคำนี้เพิ่มเติม
ด้วยตัวเองก็สามารถไปค้นคว้า
ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลได้

เพราะฉะนั้นคำว่า “ดุสิตบุรี”
จึงไม่ใช่คำที่ทางวัดพระธรรมกาย
บัญญัติขึ้นมาใหม่เหมือนอย่าง
ที่ใครหลายๆ คนเข้าใจ

แต่เป็นคำเรียก..

สวรรค์ชั้นดุสิต


ที่ใช้ตามพระอรรถกถาจารย์
เพื่อให้จดจำกันง่ายๆ ก็เท่านั้น
ฉะนั้นเวลาจะด่าว่า โพสต์ เม้นท์
หรือหลงเชื่ออะไร ก็อยากให้ลอง
เปิดอ่านพระไตรปิฎกก่อน

เพราะหากเราเอามันส์.. คะนองปาก
อยากด่าวัดพระธรรมกาย
เราอาจบาปหนักเพราะพลาดไป
ด่าว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โดยไม่รู้ตัว !


ซึ่งผลกรรมอันนี้ ..
ต่อไปเราจะกลายเป็นผู้ไร้ดวงปัญญา
เกิดในตระกูลต่ำ ตกนรกหมกไหม้
อย่างแสนสาหัสเลยทีเดียว

CR. ทีมวิชาการ


ขอบคุณข้อมูลภาพ : www.dmc.tv , Fbชุรีพร ช่วงรังษี

Click > ตายแล้วไปไหน? ทำไมต้องดุสิตบุรี.!


Dhammakaya-unseen.blogspot.com

วัดดัง! พิธีกรรมวังเว่อร์ เน้นใหญ่ ไม่ธรรมชาติ




ศาสนาพุทธ เน้นทางสายกลาง 
เน้นอะไรที่เป็นธรรมชาติ ลดการปรุงแต่ง
แนวคิดอะไรที่เน้นความใหญ่ ความเยอะ
ความสวย ความเป็นระเบียบ
เกินกว่าธรรมชาติ มีการจัดตั้งปรุงแต่ง
จะเป็นพุทธศาสนาได้ยังไง ?


ผมหมายถึงแนวคิด หรือจิตวิญญานของวัด
ที่เน้นความใหญ่ ความสวยงาม
ความมีระเบียบ!
 
คนทั่วไปมองรูปภาพที่ถ่ายจากงานขิงวัดแว่บเดียว!
ก็รู้แล้วว่าวัดนี้ผิดปรกติ  เหมือนในฉากหนังฉากละคร
มีแต่คนที่อยู่กับวัดจนเคยชินจนมองเป็นเรื่องธรรมดา
แต่คนนอกมองแว่บเดียว ก็รู้ว่าผิดธรรมชาติ



 

เอาเป็นว่าคุณไม่ได้ติดใจ
เรื่องสิ่งก่อสร้างของวัดนะครับ
แต่สงสัยเรื่องแนวคิดในการจัดงาน
ออกตัวก่อนว่า
ถือว่าคุยแลกเปลี่ยนกันนะครับ..

ผมขอเรียกส่วนที่คุณสงสัยว่า
เป็นเรื่อง "พิธีกรรม" เลยนะครับ (หวังว่าจะตรง)
คุยกับคนแก่วัยดึกก็ทำใจนิดครับ
บางทีต้องลงรายละเอียดลึกๆ เหมือนกัน
ตอบสั้นๆ จะไม่ค่อยได้อะไร



พิธีกรรมที่เราคุ้นมากๆ ก็มักจะมีพวก
ธูป เทียน โต๊ะหมู่บูชา สายสิญจน์    
บทสวดของพระ อะไรทำนองนี้นะครับ
ซึ่งรวมๆ ที่ทำไปเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์
เกิดผลทางใจกับผู้มาร่วมงาน
ทำให้ใจสงบอยู่กับพิธีกรรมได้ตลอดต้นจนจบ
นี่เป็นเป้าหมายในการจัดพิธีกรรมทางศาสนาทั่วๆไป
ซึ่งคุณรู้สึกว่าวัดพระธรรมกายทำไม่เหมือนใครเขา
เลยรู้สึกว่ามันผิดปกติจะรู้ว่าผิดปกติหรือถูกปกติ
ก็ต้องไปดูก่อนครับว่า "ปกติ" จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร


ถ้าย้อนไปดูในสมัยพุทธกาล
จะพบว่าไม่มีเรื่องพวกนี้เลย
ธูป ไม่มีแน่ (มีแต่ของหอม ซึ่งไม่มีควัน)
เทียน ก็พัฒนามาจากประทีป ธูป 3 ดอก
เทียนคู่ 2 เล่ม นี่ก็คิดกันเองภายหลัง
โต๊ะหมู่บูชาไม่มีนะครับ
พระประธานไม่มี
สายสิญจน์ ไม่มีอีก
ที่จริงฮาร์ดแวร์ แบบโบสถ์ประเทศไทย
ช่อฟ้า ใบระกา ก็ไม่มีนะครับ
งานสำคัญๆ เช่น มาฆบูชา วิสาขบูชา
อาสาฬหบูชา พุทธกาลก็ไม่มีเช่นกัน




สรุปว่าทุกอย่างมามีภายหลังทั้งนั้น
และแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันซะอีกด้วย
พุทธพม่ากับพุทธไทย พุทธลาว พุทธเขมร
พิธีกรรมอาจละม้ายคล้ายกันบ้าง
แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ก็ขึ้นอยู่กับว่า
แต่ละที่มีอะไรให้ใช้ หรือวัฒนธรรมประจำถิ่น
เป็นอย่างไรด้วย


ขนาดพระในกรุงเทพให้ศีลให้พร
ยังไม่เหมือนพระทางเหนือ อีสานให้เลยครับ
บังเอิญว่าประเทศพุทธเถรวาทแถวนี้
สมัยก่อนก็ไม่มีขอบเขตประเทศ รบกันไปรบกันมา
ต้อนผู้คนไปมาปัจจุบันจึงมีอะไรคล้ายๆ กัน
เพราะคนมันปนเปกันมาตั้งแต่อดีต
สิ่งที่คุณ-ผม คุ้นในปัจจุบัน
คือสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งนั้นครับ



 
 
อย่างโต๊ะหมู่บูชา ทราบใช่ไหมครับว่า
เราได้แบบมาจากจีน ไม่ใช่ของไทยเป็นต้นนะครับ
สรุป---สิ่งที่คุณว่าแปลก เพราะคุ้น
กับแบบที่เคยเห็นมาตั้งแต่เด็ก
ผมก็คุ้นแบบนั้นครับ แต่ก็พอเข้าใจว่า
พิธีกรรมมันมีไว้เพื่ออะไรด้วย
การมี “พิธีกรรม” ถามว่าจำเป็นไหม ?


จำเป็นครับ!  ที่บรรพบุรุษท่านกำหนดมา      
ก็เพื่อให้เกิดแบบแผนที่ดีงาม


และต้องทำให้เกิดบรรยากาศที่ศักดิ์สิทธิ์
เพื่อที่จิตใจจะได้สงบ น้อมระลึกไปถึงพระรัตนตรัยได้ง่าย
ถ้าทำตามนี้ได้ พิธีกรรมนั้นก็ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์


ตามที่คุณว่ามา “แนวคิดหรือจิตวิญญาณ
ของวัดที่เน้นความใหญ่ ความสวยงาม
ความมีระเบียบ คนทั่วไป
มองรูปภาพที่ถ่ายจากงานของวัด
แวบเดียวก็รู้แล้วว่าวัดนี้ผิดปรกติ
เหมือนในฉากหนังฉากละคร”


ผมว่าวัดเขาก็ใช้แนวคิดของพิธีกรรม
ตามที่เล่าให้ฟังมา และเอื้อต่อลักษณะ
ที่บรรพบุรุษคิดมาด้วย
เพียงแต่อาจต่างทางรูปลักษณ์ไปบ้างเท่านั้นเอง
เน้นใหญ่ – คือผมมาวัดตั้งแต่มันไม่ใหญ่นะครับ
จึงเห็นพัฒนาการเรื่องพิธีกรรมของวัดมาตลอด
แล้วพบว่าวัด ไม่ได้เน้นความใหญ่ครับ






ใหญ่มากเปลืองเงิน วัดเขาก็เสียดายนะครับ
ถ้าคุณมายืนอยู่ในศูนย์กลางพิธีของวัด
คุณจะพบว่า มันไม่ได้ใหญ่เพราะอยากให้ใหญ่
แต่เพราะคนมาก สเกลการจัดงานจึงใหญ่ตามมา
งานไหนคนน้อยวัดก็จัดเล็กครับ 
การจะทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน
มันบังคับให้ต้องคิดเยอะทีเดียวว่าทำอย่างไร
จึงจะคุมบรรยากาศอยู่ (อธิบายยากมากครับ
และจะยาวมากด้วย  555 ต้องมายืนตรงนั้นครับ)
เช่น มาฆบูชา จะมีประทีปขนาดใหญ่
ใหญ่มากครับอยู่หน้าสุด สำหรับประธานดูใหญ่เว่อร์มาก
แต่เชื่อไหมครับมันดูเล็กกระจิ๋วเดียว
สำหรับคนที่นั่งอยู่ท้ายๆ




ถ้าเป็นโคมเล็กๆ คนอื่นมองไม่เห็นครับว่าเขาทำอะไร 
บางทีประธานมีครอบครัวหมู่ญาติหลายคน
เอาโคมเล็กๆ มาให้จุด ก็เหมือนรุมกัน
เหมือนไม่ให้เกียรติมันจึงถูกบังคับให้ใหญ่ครับ

และการดึงใจคนให้มารวมอยู่ที่เดียวกันสำคัญ
ดังนั้นมันต้องใหญ่ แต่วัดก็สร้างแล้ว
เก็บไว้ใช้ได้หลายสิบปี ทำทีเดียวคุ้มครับ

ส่วนที่ว่า..

 “เน้นความสวยงาม ความเป็นระเบียบ”
ผมถือว่าเป็นคำชมวัดนะครับ ..


ภาพความเป็นระเบียบผมว่าวัดทำดีแล้ว
ถ้าพิธีกรรมทำออกมาแล้วไม่สวย
น่าเกลียด และวุ่นวาย ไม่มีระเบียบเลย
อันนี้สิไม่เข้าท่า!


อย่างที่บอกครับ ที่ให้สวย และเป็นระเบียบ
เพราะต้องการสื่อสารให้สาธุชน
ให้ความเคารพในพระรัตนตรัยครับ
ทำให้พระพุทธเจ้า หลวงพ่อผมบอก
"ต้องดีที่สุดครับ อย่าทำลวกๆ"



"เหมือนฉากหนังละคร" ตรงนี้ผมไม่เห็นนะครับ
ถ้าใช่พวกหนัง ละครคงเอาแบบจากวัด
ไปใช้มากกว่า..


ผมไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของผู้คน
ที่มองอะไรไม่เหมือนกันอย่างไร
ถือว่าเป็นความเห็นเฉพาะบุคคลก็แล้วกันนะครับ





เรื่อง “พระแต่งเหมือนตัวงิ้วตัวละคร”
ตรงนี้นึกไม่ออกครับว่าหมายถึงอะไร
ขอดูภาพหน่อยได้ไหมครับ


แต่ระวัง!!! อย่าเอาภาพตัดต่อ
ที่มีคนทำมาใส่ร้ายพระมาลงนะครับ
ตรวจสอบก่อนด้วย

ขอบคุณครับ


Cr.Neocitran

ติดตามกระทู้ของ Neocitran–Pantip
Link :
http://pantip.com/profile/2932812

กรณีเรี่ยไร บังคับทำบุญ คนบอกบาปไหม?


คำถามข้อที่ 3 เคยได้ยินเขาบอกว่า
ถ้าใครไปเรี่ยไรเขาทำบุญ เขาไม่เต็มใจทำ
แล้วทำบุญมาเราจะบาปนะจริงไหมคะ ?
วัดธรรมกายสอนเรื่องการเรี่ยไรยังไงคะ?

(ตอบจริงๆอย่าสร้างภาพนะคะ
เพราะคนเขาลือเรื่องเรี่ยไรของวัดกันมาก)



ความจริงไม่ว่าเรื่องอะไร
พระพุทธเจ้าทรงแยกแยะนะครับ
ไม่เอามาปนกันเหมือนอย่างที่ผมบอกไป
การกระทำของใคร จะดีหรือชั่วก็ให้ผลกับคนๆนั้น

เฉพาะบุคคล คนอื่นทำกรรมแล้วจะให้อีกคนรับแทนไม่ได้
นี่คือหลักกฎแห่งกรรมครับ


กรณีเรี่ยไร..
คนที่ไปเรี่ยไรหรือไปชวนคนทำบุญ
เมื่อไปชวนด้วยความบริสุทธิ์ใจ คนไปชวนทำบุญ
จะได้บุญจากการชวนคนทำความดี
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าไปเกิดที่ไหน
จะมีพวกพ้องบริวารที่เป็นคนดีๆ มาก


แต่ถ้าเกิดชวนแบบบังคับ ขู่เข็ญ หรือพูดจากระทบ
ให้เขายอมทำเพราะเสียไม่ได้
หรือพูดเลียบเคียงอย่างเช่น แหม.. ดูท่าจะรวยทำไมทำนิดเดียว
เองล่ะอย่างนี้นะครับ ก็จะได้บุญในส่วนของการชวนคนทำความดี
แต่เพราะวิธีไม่ถูก ตรงนี้จะติดบาปมาครับ
ส่วนจะส่งผลอย่างไรต่อไปไม่ทราบครับ
บุญส่วนบุญ บาปส่วนบาป
สำหรับคนถูกชวนถ้าทำตามปกติ ก็ได้บุญตามที่ทำ

 
แต่ถ้าไม่เต็มใจทำ ฝืนทำ หรือทำแล้วเสียดาย
ก็ได้บุญจากการทำครับ แต่เพราะใจไม่ยินดี
บุญที่ควรจะได้ก็ลดลงครับ ได้ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์
พระพุทธเจ้าท่านถึงสอนว่า..
เวลาทำบุญให้ทำใจหรืออารมณ์ให้ผ่องใส
ทั้งก่อนทำ ขณะที่ทำ และหลังจากทำแล้ว
คืออย่าให้ใจขุ่นมัว อย่างคนที่ทำไปแล้วเสียดาย
พวกนี้เวลาบุญให้ผลจะทำให้มีทรัพย์
แต่เพราะเสียดายก็จะใช้ทรัพย์นั้นไม่ได้เต็มที่
เช่น จะเป็นคนขี้เหนียว มีเงินก็ได้แต่ไว้ชื่นชม
ตัวเองไม่ค่อยได้ประโยชน์จากเงินนั้นเท่าที่ควร



เรื่องการเรี่ยไรของวัด ผมไม่ทราบนะว่าใครลืออย่างไร?
จริงเท็จแค่ไหน?
แต่สำหรับผมกับคนที่รู้จักกัน ก็ทำแบบที่หลวงพ่อสอน 
คือหลวงพ่อจะชวนพวกเราทำบุญแล้วแต่ว่าเรื่องอะไร
เช่น ชวนทำบุญเป็นเจ้าภาพบวชสามเณร หรือบวชพระ
เราก็ออกไปชวนคนรู้จัก ทำเท่าไรก็แล้วแต่เขา
ความจริงผมก็รู้ลิมิตคนที่เราชวนนะ
ว่าเขาทำบุญประมาณไหน
ก็ให้เขาทำตามสะดวก


มีบางเรื่องที่มีการแยกย่อยเป็นจำนวนเงินออกมาเลย
เช่น สมมุติเป็นเจ้าภาพบวช 1 คน 2,000 บาท
ถ้าอย่างนี้เราจะชวนให้เขาเป็นเจ้าภาพบวช 1 คนเลย
เพราะเราคิดว่าเขาน่าจะดีใจที่ได้ทำ
เวลานึกถึงว่ามีคนได้บว 1 คน
เพราะเขาตัวเขาเองก็น่าจะมีความสุข
แต่ถ้าเขาไม่ทำ หรืออาจจะทำ 50 บาท เราก็รับครับ
เพราะเดี๋ยวมันก็จะมารวมกับคนอื่นๆ ที่ทำไม่ถึงอยู่ดี
 การชวนคนทำบุญของวัดไม่ซับซ้อนนะครับ
แล้วที่จริงผมก็ชวนไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ 555
ส่วนใหญ่เป็นกองเชียร์ แล้วทำเองเป็นหลักครับ



ถ้าจะมีชาววัดไปชวนแล้วคะยั้นคะยอให้ทำแบบเกินปกติ
โดยมากมักจะเพราะคุ้นเคยสนิทสนมกันครับ
ตรงนี้แต่ละคนต้องหาความพอดีกันเอง
แต่ถ้าจู้จี้จุกจิกเกินไป ผมก็ไม่สนับสนุนนะ
แล้ววัดก็ไม่อยากให้ทำอย่างนั้นด้วย เสียชื่อวัดครับ

ยินดีที่ได้คุยกันนะครับ

Cr.Neocitran

คำถาม ความสงสัย เกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดาคะ
แต่จะผิดธรรมดาก็ตรงที่ เมื่อสงสัยแล้วไม่แสวงหาคำตอบ
และไม่มีโอกาสศึกษาข้อมูลให้ครบทุกด้าน
เพราะเราไม่อาจรู้ว่าเราจะโชคดีหรือโชคร้าย
ที่ได้รับข้อมูลเท็จหรือแท้
เหมือนคำถาม ที่มีคำตอบในตอนหน้าที่ว่า

ทำไมวัดพระธรรมกายจึงจัดพิธีกรรมวังเว่อร์
เหมือนฉากในหนังในละคร? 

แถมด้วยว่า พระก็แต่งตัวเหมือนงิ้วในละคร!


ติดตามกันในบล็อคหน้านะคะ


ติดตามกระทู้ของ Neocitran–Pantip
Link :
http://pantip.com/profile/2932812



ทำบุญอธิษฐาน อานิสงส์ Delivery

การอธิษฐานเป็นการกำหนดจิตของเรา
ให้มุ่งหน้าไปทางที่ต้องการ

โดยอาศัยบุญนำทาง..

พระพุทธเจ้าเมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์เมื่อทำบุญ
ท่านก็อธิษฐานเรียกว่า "อธิษฐานบารมี "


คำถามที่ 2 เห็นเพื่อนมาวัดบอกว่า
ทำบุญแล้วต้องอธิษฐาน 
นี่คือทำบุญหวังผลรึเปล่า ?  
ถ้าทำบุญแล้วหวังผลจะได้บุญหรอคะ ?




เรื่องทำนองนี้ผมก็ฟังมาเยอะครับ
ใจจริงผมอยากรู้นะว่า ต้นตอมันมาจากไหน
ทำไมคนถึงคิดว่าใช่ แต่ถามไปถามมาก็มักจะเข้าทำนอง
“เขาเล่าว่า” เป็นส่วนใหญ่นะครับ

ตั้งแต่เด็กเวลาไปวัดทำบุญกับย่ากับยาย 
ผมเห็นท่านอธิษฐานทุกครั้งนะครับ
คำว่า “นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ” นี่ท่องได้ตั้งแต่เด็ก
เห็นคนเฒ่าคนแก่ก็ทำแบบนี้กัน

คือทำบุญอะไรก็พนมมือท่วมหัวอธิษฐาน
แล้วลงท้ายด้วยประโยคนี้ทุกที


มีตอนที่โตขึ้นมานี่ละครับ!
ที่ได้ยินคนสมัยนี้ตั้งคำถามแบบที่คุณถามมา

ไปดูกันครับ อ้างแบบทีเดียวจบเลยนะครับ


พระพุทธเจ้าของเรา สมัยเป็นพระโพธิสัตว์
ท่านทำบุญก็อธิษฐานนะครับ เรียกว่า “อธิษฐานบารมี”


เป็น 1 ใน 10 ของบารมี ที่พระโพธิสัตว์ต้องสร้างต้องทำ
ไม่ทำเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้

บางชาติท่านทำบุญด้วยเข็มด้วยด้าย หรือผ้าสักผืน
ท่านก็อธิษฐานว่า ขอให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
(สมัยนี้เขาคงว่าท่านค้ากำไรเกินควร 555)


ผมเล่าอย่างนี้ดีกว่า พระพุทธเจ้าเราเวลาท่านมองเรื่องอะไร
จะแยกแยะแจกแจงเป็นส่วนๆ ไปครับไม่ปนกัน
อย่างบุญกับบาป ก็แยกแยะ ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป
(บุญไปลดบาปไม่ได้ บาปก็ลดบุญไม่ได้มันแย่งกันให้ผลของมันเอง)


เมื่อเราทำความดี เช่น ให้ทาน รักษาศีล หรือทำภาวนา
กิเลสหุ้มใจลดลง "บุญก็เกิด" บุญเกิดทุกครั้งเมื่อทำความดี
(ยังไม่ต้องอธิษฐานบุญก็มาแล้ว)



คราวนี้ ถ้าหวังให้บุญส่งผลอย่างไร (คล้ายๆ เอาบุญไปใช้)
ก็ดูต่อไปว่า จิตที่หวังนั้นเกิดจาก “กุศล” หรือ “อกุศล”
อย่างตั้งใจดี อยากให้บุญนี้ส่งเสริมให้เกิดความดีงามกับชีวิต
ให้ชีวิตได้สร้างบุญต่อไป ให้...สารพัด

จนขอให้ได้ไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต

อย่างนี้เกิดจากจิตที่เป็นกุศล มุ่งความหลุดพ้น...
บุญที่มีอยู่ก็จะทำหน้าที่ของมันไป ไม่ได้ลดไปไหน
แถมได้อธิษฐานบารมีเพิ่มมาด้วย
(เดี๋ยวค่อยขยายครับ)


ตรงข้ามทำบุญเสร็จ บุญเกิดแล้วหวังร้ายๆ
เช่น เกลียดใคร ก็อยากให้คนนั้นพินาศย่อยยับ
หรือขอให้หล่อสวยใครเห็นให้หลงรักให้หมด 555
แบบนี้เกิดจากโมหะ คิดอย่างนี้บาปก็เกิดในใจ
(แม้ไม่มากมายอะไรก็ตาม)


บุญที่เกิดมาก่อน ก็ทำหน้าที่ของบุญไป
คือส่งเสริมให้ได้ในสิ่งที่ใจคิด
ส่วนบาปที่เกิดเพราะจิตคิดหวังในทางชั่ว
ก็ทำหน้าที่ของตัวไป คือไปเปิดช่องให้เราได้ทำชั่วในอนาคต
เป็นคนละส่วนกันมันแยกกันขนาดนั้นเลยครับ
ดังนั้นทำบุญหวังผล จะได้บุญหรือ...?
มันได้มาตั้งแต่แรกแล้วครับ ส่วนหวังไปทางไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง


อธิษฐานบารมีเป็นเหมือนแผนผังของชีวิตครับ
สร้างบ้านต้องมีแปลนฉันใด
ชีวิตที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดกว่าจะหมดกิเลสได้
ต้องมีแผนผังชีวิตครับ


การอธิษฐานจึงเป็นการกำหนดจิตของเรา
ให้มุ่งหน้าไปทางที่ต้องการ โดยอาศัยบุญนี่แหละ
เป็นตัวแหวกทางไปให้ถึง



เหมือนเดินลุยป่า ก็มีมีดหวดต้นไม้ กิ่งไม้ ขวากหนาม ตามทางไป
ชีวิตเราเหมือนกัน กว่าจะไปถึงวันหมดกิเลส
เจออุปสรรคอีกเยอะ บุญนี่ละครับจะเป็นเหมือนมีด
คอยแก้ไขให้ ถ้าไม่อธิษฐานก็มั่วครับ
คนโบราณถึงสอนว่าจะอธิษฐานอะไร (ในทางดีนะครับ)
ก็อธิษฐานไปเถอะ! แต่อย่าลืมให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานด้วย

เหมือนเราทำงาน ได้เงินเดือนมา
ถ้าไม่กำหนดว่าจะใช้เงินไปทางไหน
เดี๋ยวมันก็ใช้สะเปะสะปะ หมดไปกับอะไรบ้างก็งงๆ
จำไม่ค่อยได้ แต่ถ้ามีแผน เช่น อยากได้บ้านสักหลัง

คราวนี้ครับ เงินเดือนที่ได้มา มันจะถูกเก็บเอาไว้
เพื่อซื้อบ้านเป็นสำคัญ


ทุกครั้งที่ได้เงินเดือนใจก็จะคิดถึงบ้าน และจะเกิดผังในใจ
มุ่งไปที่บ้านยิ่งนานวันใจที่อยากได้บ้านจะยิ่งมีกำลัง
เห็นอะไรอยากซื้อระหว่างนั้นก็จะตัดใจ
ยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน (ถ้าไม่อธิษฐานไว้
ระหว่างทางอาจถูกอะไรมาล่อใจเป๋ได้เหมือนกัน
...เช่น ได้รถยนต์ ไม่ได้บ้านเป็นต้น)


จากนั้นเก็บเงินสะสมไปเรื่อยๆ เดือนเป็นปี
จากปีเป็นหลายปี จนมีเงินพอก็จะได้บ้านมาสมใจ

อธิษฐานมันดีอย่างนี้ ชีวิตขาดมันไม่ได้นะครับ
ขอโทษที ผมเขียนยาวอีกแล้วครับทนอ่านหน่อยละกันนะครับ


Cr.Neocitran

ยังมีความสงสัยที่น่าสนใจ และเชื่อว่าน่าจะ
เป็นความเข้าใจผิดของคนจำนวนไม่น้อยว่า

วัดธรรมกายสอนเรื่องเรี่ยไรอย่างไร?

หากบังคับคนมาทำบุญแล้วคนชวนได้บาปจริงไหม?

ติดตามตอนต่อไปในบล็อคหน้านะคะ

ติดตามกระทู้ของ Neocitran–Pantip
Link :
http://pantip.com/profile/2932812

วัดธรรมกายสอนชัด! ทำบุญมากๆ ก็รวยมากๆ


หลังจากไปส่องกระทู้  ในห้องศาสนาของ Pantip
รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ท่ามกลางสมรภูมิที่
รบพุ่งกัน ด้วยอาวุธทางความคิด
ที่มีทั้งอคติ และเหตุผล ไฝว้กันละมุนอยู่ในที่นั้น
กิ่งแง่งความคิดอาจดูแตกต่าง
แต่แก่นแท้ในใจนั้น ก็ยังเป็นชาวพุทธ
ที่นับถือพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน

จากการไปส่องในครั้งนี้ เลยมีของแถมหรูๆ
มาประดับความคิด ด้วยปุจฉา
อันไม่ฉาบทาอคติของสมาชิกท่านหนึ่ง
ที่ถามว่า..

คำถามที่ 1 อยากรวย ต้องทำบุญมากๆ
วัดธรรมกายสอนอย่างนี้จริงไหมคะ ?


จะทำความเข้าใจเรื่องทำบุญของวัด ต้องเข้าใจการสร้าง
บารมีแบบที่วัดสอนก่อนครับ


ตั้งแต่เข้าวัดมา หลวงพ่อจะสอนเรื่อง
“ทำบุญว่าให้ทำตามแบบอย่างที่พระพุทธเจ้าทำ”
หมายถึงทำแบบที่ท่านทำก่อน
จะมาตรัสรู้ (สมัยเป็นพระโพธิสัตว์สร้างบารมีอยู่)
หลวงพ่อสอนว่า ท่านทำอย่างไรเราทำอย่างนั้น
ท่านก้าวขวาเราก็ขวาตาม ท่านก้าวซ้ายเราก็ซ้ายตาม
เพราะเราก็อยากหมดกิเลสเหมือนท่าน

เหมือนกัน ถ้าไม่ทำแบบท่าน แล้วเมื่อไหร่มันจะหมดกิเลสได้

วัดนี้จึงมักจะเอาเรื่องบารมี 10 มาสอนเยอะ
ส่วนหลักในการทำบุญก็ตามที่พระพุทธเจ้าสอน
ว่าทำอย่างไรได้บุญมาก เราก็ทำตามนั้น
จะเน้นทำกับเนื้อนาบุญคือ พระสงฆ์มากเป็นพิเศษ
เรื่องนี้คุณคงเห็นแล้ว ส่วนการสงเคราะห์โลกเราก็ทำด้วย
เพราะอยู่ร่วมโลกกัน ใครเดือดร้อนก็ต้องช่วยกันไป
และให้เอาพระโพธิสัตว์เป็นแบบ

ถ้าคุณได้ศึกษามาคุณจะรู้ว่าพระโพธิสัตว์จะทำบุญแบบ
ทุ่มเทมาก ไม่เหมือนที่คนไทยคุ้น


ตรงนี้ผมไม่ทราบว่าทำไม พระท่านไม่ค่อยสอนว่าพระ
โพธิสัตว์ทุ่มเทสร้างบารมีมาอย่างไร
ผมเกิดมาก็คุ้นกับคำว่า ทำบุญไปตามศรัทธา
น้อยหรือมากก็ไม่สำคัญ ซึ่งผมรู้สึกว่ามัน
ยถากรรมมากเกินไป



หลวงพ่อจึงสอนว่า “ให้ทำบุญให้เต็มกำลัง”
หมายถึงเต็มที่ของเราได้เท่าไหร่ เอาเท่านั้น
อย่าให้ตัวเองหรือครอบครัวเดือดร้อน
และอย่าให้คนอื่นเดือดร้อน
(เช่นกู้ยืมเขามาทำบุญ – ยกเว้นมีเงินพร้อมใช้คืนอยู่แล้ว)
มีคนบางคนเหมือนกันที่ทำบุญเกินตัวแต่เป็นส่วนน้อยครับ
ส่วนใหญ่คนวัดรู้ว่าทำประมาณไหนดี การทำแบบเต็มกำลัง   
วัดไม่ได้ปล่อยตามยถากรรมครับ วัดก็ฉลาดที่จะสอนด้วย   
(อันนี้ผมสังเกตเองนะ)


อย่างตอนผมเข้าวัดครั้งแรกยังเรียนอยู่ ม.5
ผมทำบุญได้หลักร้อยบาทครับ แต่เมื่อมาวัดนานเข้า
วัดจะสอนและทำให้เราอยากทำตามด้วย
อีก 2 เรื่อง คือถือศีลกับนั่งสมาธิ

2 เรื่องนี้ครับทำแรกๆ ไม่รู้ครับว่ามันจะเกิดอะไร
แต่ยิ่งทำนานไปโดยเฉพาะศีล...หนุ่มๆ นี่ละครับ
บางวันรักษาศีล 8 ด้วยซ้ำ เพราะศีลนี่แหละ
ทำให้ไม่อยากไปเที่ยวเตร่เฮฮา เพราะมันมีพวกเหล้าบุหรี่
อะไรที่เราไม่แตะอยู่แล้วก็หลีกเลี่ยง



ส่วน สมาธิ ทำให้มีความสุขใจ มันไม่ค่อยโหยหาอยากได้
อะไรเกินตัว อยู่บ้านนั่งเงียบ ๆ ก็มีความสุขได้แล้ว
พี่สาวผม ไม่ชอบเสียเงินไปกับเครื่องสำอาง
เพราะแบบนี้เหมือนกัน ตังค์เหลือเยอะเลยครับ
เฉพาะ 2 เรื่องนี้ครับ ผมมาเห็นผลตอนทำงานแล้ว
พบว่าผมมีเงินเก็บต่อเดือนเหลือเยอะมาก
(เมื่อเทียบกับคนอื่น) และผมสามารถคำนวณได้ว่า
ผมจะบริหารเงินอย่างไร ผมมีเงินทำบุญได้มากเลยครับ      
ทำเป็นพันเป็นหมื่นนี่สบาย ถ้าจะทำนะครับ


และเพราะถูกฝึกให้ทำตั้งแต่เด็ก หลักร้อยทำบ่อยๆ
ก็หลักพัน นานไปก็หมื่น เดี๋ยวนี้ก็... 555
ประมาณนี้ละครับ มันไม่เสียดาย แถมเรารู้ด้วยว่า
วัดเอาไปทำประโยชน์อะไร เรายิ่งดีใจก็ทำสนุกเลย
(กว่าจะมาทำเยอะขนาดนี้ ผมฝึกนานครับจนคุ้น
กับการทำเยอะโดยไม่เสียดาย)
ทีนี้ทำบุญ (หมายถึงให้ทาน) พระพุทธเจ้าตรัสว่า
จะทำให้เกิดโภคทรัพย์สมบัติ แปลภาษาง่ายๆ
ว่า “รวย” นั่นแหละครับ

เวลามีคนถามว่า ทำไมต้องรวย ด้วย หลวงพ่อจะขำๆ
แล้วตอบว่า ก็ไปลองจนดูสิ



ทีนี้ทำมากจะรวยจริงไหม ตรงนี้จริงครับ
แต่ก็มีเงื่อนไขด้วย ไม่ได้จริงทุกกรณีไป
 (แต่คนวัดก็เฮฮาไปเวลาพูดว่ารวย
เพราะเขาก็รู้ว่าบุญมันไม่ได้ส่งผลกันทันใจขนาดนั้น
ชาตินี้ไม่รวย ชาติหน้าก็ได้ ไม่รีบ 555)

เอาตามพระพุทธเจ้าสอนนะครับ คือถ้า
1. เงินเราหามาด้วยสัมมาอาชีวะ
2. เจตนาทำเราบริสุทธิ์ หวังเอาบุญ
3. ทำกับเนื้อนาบุญ คือพระสงฆ์ที่ท่านเป็นพระที่ดี
อย่างนี้บุญมากครับ

ขาดตัวใดตัวหนึ่งไปก็ลดหย่อนลงมา
(ที่ทำมากอาจไม่ได้บุญมาก ก็เพราะขาดตัวใดหรือหลายตัว)
เช่น คนทำบุญมากแต่ทำกับคนไม่มีศีล
บุญได้ไม่มากนัก บางทีสู้ทำน้อยกว่า
แต่ทำกับสงฆ์ไม่ได้ภาพทำบุญกับพระ

 ถ้าคน 2 คนทำบุญในเงื่อนไข 3 ข้อข้างบน
เหมือนกันเป๊ะ! คนทำมากกว่าย่อมเกิดบุญมากกว่า
เพราะทรัพย์ที่มากกว่า ทำให้เกิดประโยชน์มากกว่าครับ
 คิดง่าย ๆ ซื้อก๋วยเตี๋ยวร้านเดียวกัน 30 บาท        
กับ 50 บาท ย่อมได้ไม่เท่ากัน

"ทำบุญมากก็เกิดประโยชน์กับพระศาสนามาก"



เช่น มีพระ 5 องค์ คนหนึ่งตักบาตรให้ 2 องค์
อีกคนตักให้ 5 องค์ พระ 5 องค์ ท่านอิ่มแล้วไปปฏิบัติธรรม
ไปสอนชาวบ้านต่อ เราได้บุญมากกว่าพระ 2 องค์อยู่แล้วครับ

เมื่อกำลังบุญมาก เมื่อเกิดภพชาติใด ย่อมได้โภคทรัพย์มาก
มันก็เป็นเหตุเป็นผลกันตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนครับ แต่
อย่าลืม “ทำให้เต็มกำลัง”

 แต่อย่าให้เดือดร้อนตัวเองและคนอื่น
ตอบแค่นี้ก่อนนะครับ ชักจะยาว ข้ออื่นเดี๋ยวค่อยมาตอบใหม่..

Cr.Neocitran

ยังเหลือคำถามที่น่าสนใจแล้วก็น่าจะเป็นความ
สงสัยของคนที่ไม่เข้าใจอีกมากมายอย่าง
เช่น ทำบุญแล้วอธิษฐานเป็นการหว่านพืชหวังผลหรือเปล่า?
แล้วจะได้บุญตรงไหน?
ติดตามกันในบล็อคหน้านะคะ

ติดตามกระทู้ของ Neocitran–Pantip Link :
http://pantip.com/profile/2932812

เชื่อพระพุทธเจ้า ต้องเชื่อหมดใจ!




ที่ผ่านมา ผมรู้สึกตัวเองลีลาเยอะ 555
กระทู้นี้ (บทความจากเวปพันทิป) จึงไม่พิรี้พิไรให้เยิ่นเย้อละนะครับ
จากที่เหมือนใส่สูทผูกไทเขียน ก็เป็นผ้าขาวม้าเคียนพุงกันเลย
ก่อนอื่นอยากพูดถึงคนเข้าวัดพระธรรมกาย
จะว่านินทากันเองก็ได้ครับ 555
ไม่ใช่อะไร เห็นเพื่อนสมาชิกหลายท่านให้ความสำคัญ
กับคนวัดพระธรรมกายมากมายเหลือเกิน
เรียกว่าโผล่ตรงไหน ก็มีคำถามรอให้อธิบายเต็มไปหมด
ยังกับคนวัดเป็นอับดุล...
ถามอะไรรู้... “รู้”
ถามอะไรตอบได้ ... “ได้”  555
โดยส่วนตัวปลื้มใจแทนชาววัดนะครับ ที่ได้รับเกียรตินี้
ไปเข้ากระทู้ไหน ก็เป็นเหมือนทนาย หรือตัวแทนของวัดไปด้วยเลย
เครดิตดีครับ

บางท่านยิ่งน่าภูมิใจ ถูกยกระดับให้กลายเป็นบุคคลอ้างอิงของวัดในบางกระทู้ด้วย เช่น
“เพื่อนผมเป็นคนวัดเล่าว่า”... หรือ
“แฟนผมเป็นสาวกธรรมกาย เล่าว่า”...
หนังสือพิมพ์ยังเคยเลยครับ จับโจรได้ สืบประวัติพบว่าเคยมาวัดพระธรรมกาย
555 นี่ไม่ได้ล้อกันเล่นใช่ไหมครับ !!!
คนมาวัดรวม ๆ กัน ผมว่าเป็นล้านคนแล้วนะครับ
คนไปวัด ก็คือคนธรรมดาแบบเรา ๆ นี่แหละครับ
มีทั้งหญิง ชาย เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ไปจนแก่เฒ่า
ทุกสาขาอาชีพครับ ตารวจ ทหาร อัยการ ผู้พิพากษา ข้าราชการ
นักการเมือง แพทย์ วิศวกร พนักงาน ลูกจ้าง
นักธุรกิจใหญ่ พ่อค้าแม่ขาย ไปจนถึงคนระดับล่าง แจกแจงไม่หวาดไม่ไหวครับ
ฐานะตั้งแต่รวยล้นฟ้า ไปจนถึงคนธรรมดาพอมีพอกิน
ความสุขแบบโลก ๆ ก็สัมผัสกันมาพอสมควรแล้ว
ที่มาวัดเพราะอยากได้ความสุขสงบทางใจ ที่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้า
เรามาเอาประโยชน์จากตรงนั้นครับ





และเอาแบบจริงจัง ชนิดที่คนไม่เคยทำยากจะเข้าใจ
คนวัดไม่ได้เก่งตำรับตารา หรือแตกฉานพระไตรปิฎกหรอกครับ
อย่างผม เห็นใครเอาอะไรมาแปะยาว ๆ ศัพท์แสงยาก ๆ ลิงก์มากมาย
ผมเลื่อนเม้าส์ผ่านไปหน้าตาเฉยเลยนะครับ 555
ไม่ได้อ่าน หน้าด้านจริง ๆ
รู้ทั้งรู้ว่าเขาปรารถนาดี แต่จนใจที่มีความรู้น้อย
ถ้าเปลี่ยนจากกางตำรา มาเป็นชวนนั่งสมาธิ อย่างนี้พอสู้ครับ 55
ที่ชอบวัด เพราะที่นี่ทำให้ความสงบสุขทางใจ เป็นสิ่งที่สัมผัสได้จริง
ที่วัดจะสอนให้นำคำสอนพระพุทธเจ้ามาทำอย่างจริงจัง เชื่อมั่นกันสุดหัวใจ
และวัดนี้เก่งครับ ในการทำเรื่องยากให้ง่าย และกลายเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

ยกตัวอย่างสักเรื่องก็แล้วกันนะครับ




เช่น ทำทาน
ที่อื่นมักจะสอนให้ทำตามศรัทธา ทำบุญมากน้อยไม่สาคัญ
ขึ้นอยู่ที่ใจ
คุ้นกันใช่ไหมครับ

ผมคิดว่าถ้าทำตามนั้น เราจะไม่ค่อยได้ทำบุญกันหรอก
อย่างผมทำงานเหนื่อย จะขี้เกียจตื่นใส่บาตรหรือไปวัด
ถ้าเอาตามศรัทธา ผมศรัทธาการนอนมากกว่าครับ
ศรัทธาเกิดยาก นาน ๆ จะโผล่มาสักที (หลายท่านก็คงเป็น)
ดังนั้นทาบุญแต่ละที ใจจะน้อมไปทางทาน้อยเป็นส่วนใหญ่
เพื่อนผมหลายคนก็บอกศรัทธา แต่พอถามว่าได้ไปวัด
ทำบุญ หรือปฏิบัติธรรมบ้างไหม
ส่วนใหญ่ตอบชัดถ้อยชัดคาว่า “ไม่” แล้วรีบเฉไฉไปเรื่องอื่น
ดูตอนใส่ซองกฐิน-ผ้าป่าก็ได้ครับ เราใส่กันมากน้อยแค่ไหนก็รู้แก่ใจดี

วัดพระธรรมกายก็สอนแบบเดียวกัน
เพียงแต่ไม่ให้ศรัทธาไปตามยถากรรมเท่านั้นเองครับ

เมื่อมีศรัทธา จะต้องรักษาให้เติบโต และมั่นคง
วิธีการคือลงมือทำ จนเกิดความเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้าครับ
เคยอ่านพระไตรปิฎก บางยุคบางสมัย
เขาเลี้ยงพระกันเป็นหมื่นเป็นแสนองค์ใช่ไหมครับ
ทีแรกผมไม่เคยคิดนะว่ามันจะเป็นจริงได้
แต่หลวงพ่อบอกว่า "ได้" พระพุทธเจ้าตรัสไว้คือ "เรื่องจริง"




โครงการบวชพระแสนรูป ถวายสังฆทานหลายหมื่นวัด
หรือตักบาตรพระครั้งละหลายหมื่นรูปคือตัวอย่าง
คงเคยได้ยินกันมาบ้างนะครับ
ตอนได้ยินโครงการ ผมยังอุทานว่า “เฮ้ย คิดได้ไง !!”
“คิดได้” ว่ายากแล้ว ทำให้สำเร็จยิ่งยากเข้าไปใหญ่
เพราะนอกจากต้องใช้หัวใจและความกล้าหาญ ยังต้องมีทีมงาน
และการจัดการที่มีประสิทธิภาพด้วย จึงจะสำเร็จ


โดยส่วนตัวผมอยากให้มีบุญใหญ่ ๆ ให้คนไทยได้ทำมากกว่านี้
แต่น่าเสียดาย ที่โครงการใหญ่ ๆ ไม่ค่อยเกิดให้ชาวพุทธชื่นใจหรอกครับ
จะว่าไม่คุ้นหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ แต่เคยได้ยิน ประโยคดับฝันว่า
ถ้าจะสร้างหรือจัดงานใหญ่ ๆ ควรให้เกิดจากการรวมใจ
หรือความพร้อมใจของชาวพุทธกันเอง
แปลไทยเป็นไทยได้ว่า พระหรือวัดไม่ต้องไปยุ่ง

ถ้าโยมศรัทธาเขาจะรวมกันมาทำเอง (ตามศรัทธาอีกแล้ว 555)
พอถามว่า แล้วเมื่อไหร่จะรวมใจ ? เมื่อไหร่จะพร้อม ?
คาตอบคือ “ไม่รู้”



 
 
บางทีผมรู้สึกว่า พระพุทธศาสนาถูกปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมเกินไป
เราจึงหาใครมาเป็นตัวตั้งตัวตี ทำอะไรให้ศาสนายากเย็นเหลือเกิน
คนไทยจะเก่งเรื่องให้ความเห็น หรือคำแนะนำ
แต่ถ้าให้ออกมา “นำ” ก็ไม่อยากทำซะอีก
การรวมตัวของพุทธบริษัทเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ จึงเกิดได้ยากจริง ๆ

มีลุงญี่ปุ่นที่ใช้ชีวิตยาวนานในเมืองไทยบอกว่า
สังคมญี่ปุ่นโยงใยเหมือน “ตาข่ายแมงมุม”
แต่ละคนทำอะไร จะมีผลกระทบไปถึงคนอื่น
เขาจึงแคร์ชุมชน สังคม ให้ความสาคัญกับส่วนรวม
คนญี่ปุ่นจึงทำงานเป็นทีมเก่ง และไม่ค่อยมีใครเด่นกว่าใคร

ส่วนสังคมไทยเหมือน “เม็ดทราย” กำมือไว้ก็เหมือนจะสามัคคีกลมเกลียวกัน
แต่ที่จริงอยู่กันหลวม ๆ
คลายมือเมื่อไหร่ ก็แยกกระจัดกระจายตัวใครตัวมัน
คนไทยให้ความสาคัญกับตัวเองมากกว่าส่วนรวม
อาจเพราะอย่างนั้น จึงทางานเป็นทีมร่วมกันไม่ค่อยได้
แต่ความเห็นของผู้เฒ่า อาจเอามาเป็นจริงเป็นจังไม่ได้นะครับ 55

ผมจึงหวังไว้ ว่าจะมีสักคน สักวัด ที่ไม่ใช่วัดพระธรรมกาย
มาช่วยกันทำโครงการใหญ่ ๆ ให้พระศาสนากันเยอะ ๆ กว่านี้





การได้ตักบาตรพระหลายหมื่นรูป
ทำให้จินตนาการถึงยุคพุทธกาลได้ง่ายขึ้น
เริ่มเข้าใจว่าพระพุทธศาสนาเคยยิ่งใหญ่ขนาดไหน
คนสมัยนั้นรู้สึกอย่างไรบ้าง?


ยิ่งได้ทำบุญยิ่งติดใจครับ ศรัทธาก็เพิ่มพูนขึ้นไปทุกวัน
เพราะเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นชัดเจน
แค่ได้เห็นพลังของชาวพุทธ ก็ขนลุกทั้งตัวแล้วครับ
พระก็เกิดกำลังใจ โยมก็ทำบุญไปอย่างมีความสุข พุทธศาสนาก็แข็งแรง
ผู้ชายใจแข็ง ๆ ยังน้ำตาซึม
ใครได้ทำบุญอย่างนี้ แล้วไม่มีความรู้สึกอะไร
ผมว่าใจมีปัญหาแล้วครับ 555

เมื่อศรัทธา ก็เชื่อมั่น
อย่างเรื่องนรก-สวรรค์ แม้ยังไม่เห็นกับตา แต่ก็เชื่อว่าจริง
ผมคิดว่าถ้าเชื่อพระพุทธเจ้ากันสุดใจ

เรื่องในพระไตรปิฎกก็จะไม่ใช่แค่ตำนาน
แต่จะเป็นเข็มทิศนำทาง ให้เรานำสิ่งที่เกิดในพุทธกาล
ให้มาปรากฏในยุคของเรา

-------------------------------------------------
ขอให้สนุกสนานกับการทาความดีครับ

Cr.Neocitran

ติดตามกระทู้ของ Neocitran–Pantip
Link : http://pantip.com/profile/2932812

ไม่มีอะไรผิด นอกจากความเข้าใจ


สาเหตุที่สังคมเข้าใจผิดวัดพระธรรมกายมาเกือบ 20 ปี?


ใจคนเป็นสิ่งกลางๆ  เมื่อมีผู้ใดให้ข้อมูลข่าวสาร ใจก็จะเกิดการทำงาน 4 ขั้นตอน
คือ รับ จำ คิด รู้ โดยอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว
 ถ้าข้อมูลแรกที่มาถึงเป็นข้อมูลผิด ก็จะรับ จำ คิด รู้ ข้อมูลผิดๆ ไว้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง
 แล้วก็กลายเป็น ความเข้าใจผิด
เมื่อได้รับข้อมูลผิดๆ บ่อยๆ ทุกๆ วัน ความเข้าใจผิดก็จะฝังลึกในใจกลายเป็น ความเกลียดชัง
แม้ภายหลังจะมีผู้มาบอกข้อมูลที่ถูกต้อง ก็จะไม่ยอมเชื่อ
เพราะฝังใจกับข้อมูลผิดๆ  มานาน จนกลายเป็นความเข้าใจผิดชนิดที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว  การจะแก้ไขความเข้าใจผิดของคน จึงเป็นงานยากถึงสี่เท่าคือ
1) ต้องแก้ไขความเข้าใจผิดด้วย
2) ให้ความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย
3) ทำผลงานพิสูจน์ตัวเองด้วย
4) สังคมประจักษ์ในผลงานด้วย




สาเหตุที่วัดพระธรรมกาย

 ปล่อยให้สังคมเข้าใจผิดมานานเกือบ 20 ปีนี้ ก็เพราะว่า

1) ช่องทางจะอธิบายไม่มี

 เพราะสังคมยุคนั้น ยังไม่ใช่ยุคโซเชียล

 เป็นสังคมแบบรับข้อมูลทางเดียว

 จากหนังสือพิมพ์วิทยุโทรทัศน์ตลอดทั้งวันทั้งคืน

 ซึ่งใช้คำพาดหัวข่าวพิพากษา

 ว่ามีความผิดไปเรียบร้อยแล้ว

2) ในช่วงที่คดีอยู่บนศาลทางสงฆ์

 และศาลทางโลก ต้องระวังว่าจะเป็นการหมิ่นศาล

 ต้องรอให้พิจารณาจนสิ้นสุด ถึงจะพูดชี้แจงกับสังคมได้

3) ต้องระวังเหตุบานปลายจนกลายเป็นสังฆเภท

 เพราะในขณะที่คดียังอยู่บนศาลสงฆ์นั้น

 ก็มีกลุ่มคนที่น่าสงสัยแอบอ้างพระลิขิตออกมา

 แทรกแซงการตัดสินของศาลสงฆ์

4) ต้องระวังความแตกแยกในสังคม

 เพราะมีการการรุมกระหน่ำโจมตีจากนักวิชาการ

 นักกฎหมาย นักวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียง

 เพื่อชี้นำสังคมว่าวัดพระธรรมกายทำผิด

 โดยที่ท่านเหล่านั้นก็ไม่เคยไปสอบถาม

 ความจริงกับเจ้าของที่ดินแม้แต่คนเดียว


 แต่ตอนนี้ สังคมเปลี่ยนเป็นยุคโซเชียลแล้ว

 เมื่อมีผู้พยายามจะรื้อฟื้นคดีของวัดพระธรรมกายขึ้นมาใหม่

 เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการรังแกมหาเถรสมาคม

 เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการล้มล้างพระพุทธศาสนา

 เราจึงไม่สามารถปล่อยให้เข้าใจผิดต่อไปได้อีก


 ถึงแม้จะช้าไปเกือบ 20 ปี แต่ก็จำเป็นต้องอธิบายให้เข้าใจ

 ว่าสถานการณ์ตอนนี้ วัดพระธรรมกายไม่ใช่ประเด็นหลัก

 แต่ประเด็นหลักคือการใช้คดีที่จบไปแล้ว

 มาเป็นข้ออ้างในการล้มมหาเถรสมาคม

 สร้างความแตกแยกในพระพุทธศาสนานั่นเอง

----------------------------------------------------------------
ติดตามบทความที่มอบแง่คิดมุมมองเชิงสร้างสรรค์ได้ที่
https://www.facebook.com/tchinungkuro

๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

๑๐.๒๒ น.
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

กรณีธรรมกาย พลังมวลแห่งศรัทธา คุณค่าของความเชื่อ

. . เมื่อคน หรือพระทะเลาะกัน จะเป็นผู้แพ้ หรือผู้ชนะ ย่อมมีความอ่อนแอ ซุกซ่อนอยู่เสมอ แล้วแพ้หรือชนะจะมีค่าอะไร . .  . . กรณีธรรมกา...

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

รายการบล็อกของฉัน

Blogger templates

Video Of Day

About us

About

Posts

บทความที่ได้รับความนิยม

© Copyright วัดพระธรรมกาย UNSEEN !
Back To Top